เทคโนโลยีล่าสุดในการผ่าตัดต้อกระจก

มาทำความรู้จัก "เทคโนโลยีล่าสุด ของการผ่าตัดสลายต้อกระจก" กันนะครับ

ต้อกระจกยังคงเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นในประชากรโลก และแม้ว่าในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการรักษาผู้ป่วยทางจักษุวิทยาจะพัฒนาก้าวไกลไปมากกว่าในอดีต แต่วิธีการรักษาโรคต้อกระจกที่ดีที่สุดก็คือการผ่าตัดสลายต้อและใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ ซึ่งสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมามองได้ชัดเจน และสามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้

การผ่าตัดลอกต้อและการใส่เลนส์แก้วตาเทียมเพื่อรักษาผู้ป่วยต้อกระจกนั้นถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ พ..2483 โดยในสมัยก่อนจะต้องทำการผ่าตัดแบบเปิดแผลขนาดใหญ่บริเวณส่วนริมของตาดำ และทำการคลอดเลนส์ที่ขุ่นมัว อันเป็นสาเหตุของโรคต้อกระจกออก และทำการใส่เลนส์แก้วตาเทียมแบบใหญ่ซึ่งไม่สามารถพับได้ เข้าไปแทนที่ในลูกตา โดยแม้ว่าการผ่าตัดด้วยวิธีดังกล่าวจะสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ชัดเจน แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการผ่าตัดและระยะเวลาฟื้นตัวค่อนข้างนาน

ในปัจจุบัน ความรู้ทางการแพทย์สาขาจักษุวิทยาได้อาศัยความรู้ทางด้านกลศาสตร์ของไหล วัสดุศาสตร์ และฟิสิกส์กลศาสตร์ มาพัฒนาวิธีการผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อทำการสลายเลนส์ที่เป็นต้อกระจกออก ควบคู่กับการพัฒนาเลนส์แก้วตาเทียมจากวัสดุชนิดนิ่มให้สามารถพับจนมีขนาดเล็กได้ ทำให้การผ่าตัดสลายต้อกระจกในปัจจุบัน มีแผลผ่าตัดที่เล็กมากเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดสั้นลง รวมทั้งมีระยะฟื้นตัวสั้น สามารถกลับไปใช้สายตาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดีการผ่าตัดสลายต้อกระจกนั้นก็ยังมีสิ่งที่ท้าทายสำหรับจักษุแพทย์อยู่หลายประการ อาทิเช่น ความแม่นยำของเครื่องมือที่ใช้วัดค่าต่างๆในลูกตาเพื่อใช้คำนวนค่าของเลนส์แก้วตาเทียมที่จะใส่เข้าไปในลูกตาของคนไข้ การที่ลูกตาได้รับอันตรายจากพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงในจำนวนมากเนื่องมาจากเนื้อเลนส์ที่ค่อนข้างแข็ง หรือความไม่แข็งแรงของเปลือกถุงหุ้มเลนส์ ซึ่งปัจจัยดังกล่าว อาจจะไม่สามารถคาดเดาได้ก่อนการผ่าตัด ดังนั้นเทคโนโลยีของการผ่าตัดสลายต้อกระจกในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิธีการวัดค่าต่างๆของลูกตาเพื่อที่จะสามารถคำนวนค่าของเลนส์แก้วตาเทียมได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมทั้งการนำพลังงานจากแสงเลเซอร์มาใช้ช่วยในการสลายเนื้อเลนส์ที่เป็นต้อกระจก เพื่อให้สามารถลดการใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงลงได้

ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับฝ่ายจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันทางการแพทย์ระดับตติยภูมิชั้นนำระดับนานาชาติ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการผ่าตัดสลายต้อกระจก เพื่อให้การผ่าตัดดังกล่าวได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่จักษุแพทย์และผู้ป่วยต้องการ และเพื่อให้การผ่าตัดดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นอันดับแรก โดยเราเชื่อว่าหากใช้เทคโนโลยีที่ดีจะสามารถทำให้การผ่าตัดมีโอกาสบรรลุผลที่คาดการณ์เอาไว้ได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการผ่าตัดและหลังผ่าตัดจะมีโอกาสเกิดลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ และฝ่ายจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงได้ร่วมกันวางแผนจัดตั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศในการผ่าตัดต้อกระจก (Cataract Excellent Center)” ขึ้นในปี พ.. 2559 โดยมีเข็มมุ่งเพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีที่ใหม่ล่าสุดในปัจจุบันมาใช้ในการผ่าตัดสลายต้อกระจกในผู้ป่วยที่เข้ารับการให้บริการได้

ซึ่งล่าสุดทางภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ฝ่ายจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้นำเสนอชุดเครื่องมือผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีที่นับว่าเป็นนวัตกรรมของการผ่าตัดทางจักษุวิทยาหลายเครื่องประกอบกันในการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  โดยชุดเครื่องมือเหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยจักษุแพทย์ตั้งแต่การวางแผนก่อนผ่าตัด รวมถึงช่วยกำหนดขั้นตอนต่างๆ จนเสร็จสิ้นขบวนการผ่าตัด

โดยชุดเครื่องมือดังกล่าวนี้ จะประกอบไปด้วย 6เทคโนโลยีล้ำสมัย ที่จะมาประกอบกันเป็นชุดเครื่องมือผ่าตัดต้อกระจกแบบครบวงจร (Cataract Refractive Suite) ประกอบด้วย

1. เครื่องวัดค่าต่างๆในลูกตา เพื่อใช้ในการคำนวณค่าของเลนส์แก้วตาเทียมที่จะทำการใส่เข้าไปในลูกตาโดยไม่มีการสัมผัสกับลูกตาของผู้ป่วยเพื่อลดโอกาสติดเชื้อ ซึ่งเป็นเครื่องดังกล่าวจะที่ใช้เทคโนโลยี Swept-source Optical Coherence Tomography (Swept-source OCT) ในการสแกนหาจุดรับภาพชัด หาความโค้งและความหนาของกระจกตาของผู้ป่วยมาร่วมในการคำนวณขนาดกำลังของเลนส์แก้วตาเทียมเพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงที่สุด โดยระบบดังกล่าว ยังสามารถตรวจคัดกรองความผิดปกติของจุดรับภาพชัดในตาของผู้ป่วย ก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัดสลายต้อกระจกได้อีกด้วย นอกจากนี้ เครื่องมือดังกล่าว ยังสามารถคำนวณขนาดกำลังของเลนส์แก้วตาเทียมในผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการคำนวณด้วยวิธีที่ซับซ้อนกว่าผู้ป่วยทั่วไป เช่น ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดหรือใช้แสงเลเซอร์ในการแก้ไขความผิดปกติของสายตามาก่อน (Post refractive surgery) หรือผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (IOL exchange) ได้เป็นอย่างดี


2.ชุดเครื่องมือวิเคราะห์วางแผนก่อนผ่าตัดด้วยระบบดิจิตอลซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก คือ

2.1 Reference Unit สำหรับถ่ายภาพดวงตาผู้ป่วยโดยใช้ความละเอียดสูง เพื่อทำการกำหนดตำแหน่งต่างๆบนพื้นผิวและภายในดวงตาได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับทำการวัดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการผ่าตัด เพื่อนำมาวิเคราะห์วางแผนการผ่าตัดให้เหมาะสมและเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

2.2 Digital Marker จะสร้างภาพด้วยระบบดิจิตอลเพื่อให้จักษุแพทย์ทราบและสามารถจำลองตำแหน่งที่จะสร้างแผลผ่าตัดบนลูกตาของผู้ป่วย กำหนดขนาดถุงหุ้มเลนส์ที่ต้องการเปิด กำหนดตำแหน่งและแกนของเลนส์แก้วตาเทียมที่จะใส่เข้าไปในลูกตาของผู้ป่วย ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะไปปรากฏในกล้องจุลทรรศน์แบบ Real-time โดยใช้ระบบ Head-up display ในขณะที่จักษุแพทย์กำลังทำการผ่าตัดให้ผู้ป่วยได้


3. เครื่องเลเซอร์เพื่อช่วยการสลายต้อกระจก เป็นเครื่องมือที่ใช้พลังงานจากแสงเลเซอร์ความเร็วสูงมาก (Femtosecond laser) เข้ามาช่วยเสริมในบางขั้นตอนที่สำคัญของการผ่าตัดสลายต้อกระจก เช่นการเปิดแผลบริเวณกระจกตา การเปิดถุงหุ้มเลนส์ การช่วยในการสลายเนื้อต้อกระจก โดยเครื่องเลเซอร์จะทำงานโดยใช้เทคโนโลยี การสแกนพื้นที่ผิวภายนอกและภายในลูกตารวมทั้งเนื้อเลนส์ของผู้ป่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดสูงในรูปแบบ 3 มิติ ที่เรียกว่า Optical Coherence Tomography (OCT) ร่วมกับการใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมควบคุมให้การปล่อยพลังงานแสงเลเซอร์ในระหว่างผ่าตัดมีความถูกต้องแม่นยำ และเกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วย


4.เครื่องสลายต้อกระจกด้วยเทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูงพร้อมระบบควบคุมแรงดันน้ำแบบอัตโนมัติ โดยเครื่องรุ่นใหม่นี้จะสามารถควบคุมความคงที่ของแรงดันรวมทั้งสามารถควบคุมการไหลเข้าออกของน้ำในลูกตาระหว่างผ่าตัดได้แม่นยำมากขึ้น ทำให้จักษุแพทย์สามารถควบคุมการใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงในระหว่างการผ่าตัดได้ดีและราบรื่นยิ่งขึ้น และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัดลดน้อยลง


5. กล้องผ่าตัดที่มีกำลังขยายสูงเป็นพิเศษ และสามารถรองรับการแสดงผลผ่านระบบ Head-up display ทำให้จักษุแพทย์สามารถเรียกดูข้อมูลที่วางแผนเอาไว้ก่อนการผ่าตัดโดยไม่ต้องละสายตาออกมาในระหว่างผ่าตัด ซึ่งระบบดังกล่าวจะทำให้จักษุแพทย์สามารถนำภาพผิวของลูกตาที่จำลองเอาไว้ก่อนการผ่าตัด มาทาบลงบนภาพของลูกตาผู้ป่วยที่กำลังผ่าตัดจริง ทำให้สามารถตรวจสอบตำแหน่งของการลงแผลบนผิวลูกตาและตำแหน่งของเลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งล้วนแต่มีผลต่อค่าสายตาของผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดต้อกระจก ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ นอกจากนี้ กล้องผ่าตัดดังกล่าว ยังสามารถสแกนผิวของกระจกตาโดยใช้เทคโนโลยี Intraoperative Optical Coherence Tomography (Intraoperative OCT) เพื่อตรวจสอบรายละเอียดโครงสร้างและรูปแบบของแผล (Wound architecture) บนผิวกระจกตาได้อีกด้วย


6. เครื่องตรวจวัดค่าสายตาระหว่างผ่าตัดแบบ Real-time (Intraoperative Aberrometer) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้จักษุแพทย์สามารถเลือกขนาดกำลังของเลนส์แก้วตาเทียมที่จะใส่เข้าไปในลูกตาของผู้ป่วยและสามารถยืนยันตำแหน่งของการใส่เลนส์แก้วตาเทียมและค่ากำลังของเลนส์เทียมที่เหมาะสมในระหว่างการผ่าตัด เพื่อให้ได้ค่าสายตาตามที่วางแผนไว้ซึ่งการใช้เครื่องในการตรวจวัดค่าสายตาระหว่างผ่าตัดแบบ Real-time ร่วมกับชุดเครื่องมือวิเคราะห์วางแผนก่อนผ่าตัดแบบระบบดิจิตอลจะเป็นการร่วมกันในการตรวจสอบความถูกต้อง ลดข้อผิดพลาด และลดโอกาสที่จะเกิดค่าสายตาที่อาจมีความผิดปกติภายหลังการผ่าตัดต้อกระจกได้เป็นอย่างดี


ทั้งหมดนี้สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และฝ่ายจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีความมุ่งมั่น ที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่มีล่าสุดในปัจจุบัน มาใช้ในการผ่าตัดสลายต้อกระจก เพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ และเกิดความปลอดภัยอันสูงสุดแก่ผู้มารับบริการ โดยในปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นสถาบันทางการแพทย์เดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดสลายต้อกระจกอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร

Visitors: 4,930